18362366_1814209648907448_1110083686_o 18362691_1814209765574103_1209945371_oDSC_9986

DSC_9987 DSC_9990 DSC_9994

กระทรวงศึกษาธิการดำเนินนโยบายต่าง ๆตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใน 6 ด้าน ประกอบด้วยด้านความมั่นคง, ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน,ด้านการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์,การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม,การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งผลักดันและดำเนินการให้สอดคล้องกับทิศทางของยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลการสอบPISA ของนักเรียนไทย และวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบผลการสอบ PISAระหว่างนักเรียนไทยกับนักเรียนประเทศอื่นๆเพื่อนำข้อค้นพบมาใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาการจัดการศึกษาให้เหมาะสม ซึ่งการสอบ PISA เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543เป็นการวัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนที่มีอายุ 15 ปีเน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนในการใช้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง โดยประเมิน ๓ ด้าน คือด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยผลการศึกษาพบว่าผลการประเมินครั้งล่าสุดคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาของนักเรียนไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มประเทศ OECD เช่นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ย ๔๒๑ คะแนน

2ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มประเทศ OECDอยู่ที่ประมาณ ๕๐๐ คะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยทุกๆ๓๐ คะแนน จะเทียบเท่ากับ ๑ ปีการศึกษาและเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคะแนน PISA ของไทยปรากฏว่าไทยมีค่าเฉลี่ย PISA ต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว 80 คะแนนหรือมีระยะห่างจากประเทศพัฒนาแล้วประมาณ

3 ปีการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับทักษะของนักเรียนในประเทศไทยกับสิงคโปร์ พบว่านักเรียนไทยมีทักษะต่ำกว่านักเรียนสิงคโปร์ถึง ๔ ปีการศึกษา แต่หากดูในเชิงลึกถึงคะแนนจะเห็นว่ามีนักเรียนบางกลุ่มที่สามารถทำคะแนนได้สูงในระดับใกล้เคียงกับนักเรียนของประเทศชั้นนำอย่างสิงคโปร์ แต่อย่างไรก็ตามนักเรียนของไทยที่มีทักษะในระดับสูงเหล่านี้ มีสัดส่วนที่น้อยมากเปรียบเทียบกับนักเรียนภาพรวมทั้งประเทศ เมื่อวิเคราะห์ถึงความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนแต่ละกลุ่มภายในประเทศไทยเอง พบว่า นักเรียนกลุ่มที่มีทักษะสูงกับทักษะต่ำมีความแตกต่างกันมากถึง ๗ ปีการศึกษาซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมกับโรงเรียนในชนบทที่ยังขาดการสนับสนุนในด้านต่างๆเราจึงต้องมีแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและช่วยดูแลนักเรียนกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำ เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีนอกจากนี้การวิเคราะห์ความขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาซึ่งประเทศไทยยังมีปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษาและปัญหาการขาดแคลนครู ครูสอนไม่ตรงวุฒิโดยกลุ่มโรงเรียนที่ขาดแคลนได้แก่ โรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนที่สังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวถึงเรื่ององค์ประกอบของระบบการศึกษาที่ดีโดยอ้างอิงถึงผลงานวิจัยของ Vivien Stewart ในหนังสือ A World-Class Education ซึ่งได้เสนอองค์ประกอบของระบบการศึกษาที่ดีระดับโลกว่าต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 8 ประการ ได้แก่

1) Vision and Leadershipการมีวิสัยทัศน์และภาวะความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง คือ การเล็งเห็นว่าประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป และต้องกล้าตัดสินใจที่จะทำมองการณ์ไกลว่าประเทศควรพัฒนาอย่างไรและทำอย่างไรให้พัฒนา

2) Ambitious Standardการตั้งมาตรฐานในระดับสูง ด้วยการกำหนดมาตรฐานที่สูงเพื่อไปให้ถึงดวงดาวหรือเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

3) Commitment to Equity ความมุ่งมั่น ตั้งใจลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ต้องมีความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในต่างจังหวัดและโรงเรียนในเมืองให้ได้และต้องไม่มองจากมุมของสังคมคนมีฐานะหรือสังคมคนเมืองซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการแล้วในหลายโครงการโดยขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการหลายวิธีการ เช่นโครงการโรงเรียน ICU, DLTV, DLIT เป็นต้น

4) High-Quality teachers and leadersการได้มาและการคงไว้ซึ่งครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคุณภาพ

5) Alignment and coherenceความร่วมมือในการทำงานของทุกภาคส่วนที่สอดคล้องกัน ขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆในกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานความร่วมมือในการดำเนินนโยบายและโครงการต่าง ๆ ร่วมกันมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

6) Management and Accountabilityการบริหารจัดการที่ดีและการมีความรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนแนวทางการประกันคุณภาพและประเมินคุณภาพในรูปแบบใหม่ซึ่งไม่เน้นการประเมินโดยใช้กระดาษ

7) Student Motivationการสร้างแรงจูงใจแก่เด็กนักเรียน บางโรงเรียนลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ได้เพราะสามารถที่จะดำเนินการเนื่องจากสามารถแยกเวลาเรียนเวลารู้ที่เป็นระบบแต่บางโรงเรียนเป็นการก่อให้เกิดช่องว่างของเวลาเรียนที่ควรจะได้รับอย่างเต็มที่แต่กลับทำให้เวลาเรียนต่ำลง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะที่ผ่านมาผู้ใหญ่ให้ความสนใจแต่การเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น

8) Global and Future Orientationการมุ่งเน้นพัฒนาเพื่ออนาคตในระดับโลก ด้วยการมองไปข้างหน้าและมองโลกให้กว้างไกล ดังนั้นหลักสูตรการเรียนการสอนจึงต้องเปลี่ยนไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวถึง“คำถามเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรครู” ตามแนวคิดของVivien Stewart เพื่อให้ผู้ฟังทุกท่านได้ฉุกคิดและกลับไปทบทวนว่าภาพการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือไม่ซึ่งประกอบด้วย 12 ข้อคำถาม คือ

1. คุณภาพของครูในปัจจุบันเป็นอย่างไร ทั้งในระดับโรงเรียนเขต และประเทศ

2. มีปัญหาการขาดแคลนครูหรือไม่ในระดับภูมิภาคและรายวิชาใดบ้าง

3.นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความคิดเห็นเกี่ยวกับวิชาชีพครูอย่างไรบ้าง

4.มีกลยุทธ์ในการเชิญชวนให้เด็กนักเรียนที่เก่งและมีความมุ่งมั่นในวิชาชีพครูมาสมัครเรียนครูหรือไม่

5.ระดับเงินเดือนเริ่มต้นของอาชีพครูในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น ๆ เป็นอย่างไร

6.ความเข้มงวดในระบบการคัดสรรคนที่มาสมัครเป็นครูเป็นอย่างไร

7.สถานบันอบรมครูในปัจจุบันมีศักยภาพในการผลิตครูมากน้อยเพียงใดและมีการพัฒนาหรือปรับปรุงในเรื่องใด

8.ครูที่จบใหม่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากครูที่อาวุโสกว่าเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปีหรือไม่

9. มีระบบการประเมินครูประจำที่ดีหรือไม่

10. มีแผนพัฒนาครูที่ครอบคลุม และเป็นระบบหรือไม่ทั้งในระดับโรงเรียน เขต และกระทรวง

11. มีระบบที่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพครูหรือไม่ทั้งในระดับโรงเรียน เขต และกระทรวง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งผู้อำนวยการเขตหรือครูใหญ่)

12.ระบบการคัดเลือกและพัฒนาผู้อำนวยการเขตหรือผู้บริหารโรงเรียนมีสิ่งไหนที่ควรปรับปรุงพัฒนาหรือไม่ อย่างไรทั้งนี้ หากเราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้จะทำให้เรามองเห็นทิศทางและแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของครูในประเทศได้อย่างเหมาะสม ท้ายสุดนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อแสดงให้เห็นว่าขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการมีกลยุทธ์ในการพัฒนาการศึกษาที่ชัดเจนพอสมควร และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันและให้มีทิศทางการขับเคลื่อนการศึกษาที่ต่อเนื่องต่อไป