สรุปผลการวิจัย
เรื่อง
ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษา
ของนักเรียนไทย

สรุปผลการวิจัย
เรื่อง
ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาประเด็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญของคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย คือ ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำ (LowStudent Achievement) ทั้งที่ปรากฏในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เช่น คะแนนสอบ O-Net และในการทดสอบระดับนานาชาติ เช่น ผลการสอบ PISA และ TIMSS ทั้งนี้ ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยมีปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลายประการ ส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในด้านเศรษฐกิจของสังคมไทยโดยภารวซึ่งหากพิจารณาความเกี่ยวข้องระหว่างผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกับฐานะทางด้านเศรษฐกิจอย่างละเอียดพบว่านักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและเรียนในโรงเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคม (SocioeconomicStatus) สูง เช่น กลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ จะเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์สูง ในขณะเดียวกันกลุ่มนักเรียนที่มฐานะยากจน และเรียนในโรงเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ จะเป็นกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ2 สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยจากที่กล่าวในข้างต้น ความแตกต่างทางด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเหตุผลประการหนึ่งเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่แท้จริงทางการศึกษาอยู่ในอัตราที่สูงกว่าอัตรารัฐบาลให้เงินอุดหนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งนี้ การที่จะบรรลุถึงเป้าหมายทางการศึกษาในระดับที่มีคุณภาพสูงผู้เรียนจะต้องลงทุนทางการศึกษาและมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการศึกษาที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าหนังสือเรียนเสริม ค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษค่าเดินทาง ค่ากิจกรรมทางการศึกษา การหาประสบการณ์ทางการศึกษานอกเหนือจากห้องเรียน เป็นต้น ดังนั้น นักเรียนที่ไม่มีกกำลังทรัพย์ที่เพียงพอ จะอยู่ในฐานะทีเสียเปรียบอันเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้นักเรียนที่ครอบครัวฐานะไม่มั่นคงมีแนวโน้มที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะอยู่ในระดับต่ำอนึ่ง ต้นทุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา สามารถจำแนกตามที่มาของค่าใช้จ่ายได้ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน แต่ในงานวิจัยชิ้นนี้จะเน้นศึกษาเฉพาะต้นทุนที่เกิดจากภาคครัวเรือน หรือที่เรียต้นทุนค่าใช้จ่ายเอกชน (Private educational expenditure)โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายเอกชนของนักเรียนไทยนั้น สามารถแบ่งได้เป็น

1. ค่าใช้จ่ายทางตรง (Direct expenditure) ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนจ่ายเพื่อการศึกษาเรียนรู้โดยตรง เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน เป็นต้น
2. ค่าใช้จ่ายทางอ้อม (Indirect expenditure) ได้แก่ ค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวข้องกับการศึกษา แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียนโดยตรง เช่น ค่าเครื่องแบบนักเรียน
อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปกลับ เป็นต้น

3. ต้นทุนค่าเสียโอกาส(Opportunity cost) ได้แก่ รายได้ที่หายไปจากการไปโรงเรียน หรือการที่สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทย 3ไม่ได้ช่วยทำงานบ้าน รายได้ของผู้ปกครองที่สูญเสียไปจากการนำเวลาไปเป็นอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมสนับสนุนโรงเรียนสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ มุ่งศึกษาถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยมุ่งเน้นที่ค่าใช้จ่ายทางตรง(Direct expenditure) และค่าใช้จ่ายทางอ้อม (Indirect expenditure)โดยไม่รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส เพื่อวิเคราะห์มูลค่า รูปแบบและแนวโน้มของการใช้จ่ายทางการศึกษาของครัวเรือน จำแนกตามสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมไปถึงศึกษาความสัมพันธ์ของค่าใช้จ่ายเอกชนต่างๆที่ครัวเรือนลงทุนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย1.เพื่อศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนที่มาจากสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน2.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนข้อจำกัดของการวิจัย1.การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้เป็นข้อมูลจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในปีการศึกษา 2555 แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใช้คะแนน O-Net ของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นค่าใช้จ่ายที่นักเรียนใช้จ่ายในช่วงที่เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เนื่องจากช่วงระยะเวลาในการเก็บข้อมูลอยู่ในช่วงเดือน4 สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยกรกฎาคม – กันยายน ในขณะที่การสอบ O-Net จะจัดสอบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้2. การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้เก็บจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในระบบประเภทสามัญศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเท่านั้น ไม่รวมถึงสายอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบ และนักเรียนในสังกัดอื่น3. ค่าเฉลี่ยของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในรายการต่างๆเป็นค่าเฉลี่ยของผู้ที่ระบุข้อมูลค่าใช้จ่ายเท่านั้น ในการคำนวณค่าเฉลี่ย
จะไม่รวมถึงผู้ไม่ระบุค่าใช้จ่าย4. การวิจัยครั้งนี้จะมีการใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ เป็นกรณีศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่ แต่อาจได้ข้อมูลไม่ครบทุกด้านเนื่องด้วยข้อจำกัดในด้านเวลาของการเก็บรวบรวมข้อมูล5. ข้อมูลเชิงปริมาณที่ใช้เป็นข้อมูลภาคตัดขวาง (crosssectional)ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวแปรอื่นๆ ได้ทั้งหมด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นเพียง correlation ไม่ใช่ causal relationshipสรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทย 5ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย1. เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในเรื่องสภาพค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทย ความแตกต่างของค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาระหว่างครอบครัวที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน และระดับความสัมพันธ์ของค่าใช้จ่ายเอกชนทางกาศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน2. เป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องใช้ในการวางแผนและวิเคราะห์ต้นทุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในการให้เงินอุดหนุนรายหัวในจำนวนและรูปแบบที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบัน3. เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับผู้บริหารเพื่อใช้ในการตัดสินใจวางนโยบายทางการศึกษาขอบเขตของการวิจัยงานวิจัยชิ้นนี้จะศึกษาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาโดยศึกษาทั้งค่าใช้จ่ายทางตรง ซึ่งคือค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนจ่ายโดยตรงเพื่อการศึกษาของนักเรียน เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ฯลฯ และค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางการบริจาคเงินสนับสนุนให้โรงเรียน ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์การใช้จ่ายทางการศึกษาของครัวเรือน จำ แนกตามสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ และศึกษาความสัมพันธ์ของค่าใช้จ่ายเอกชนที่ครัวเรือนลงทุนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน6 สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยคำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัยค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษา หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่นักเรียนและผู้ปกครองเป็นผู้รับภาระ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลสนับสนุน แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ1. ค่าใช้จ่ายทางตรง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนจ่ายเพื่อการศึกษาเรียนรู้โดยตรง เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน เป็นต้น2. ค่าใช้จ่ายทางอ้อม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวข้องกับการศึกษาแต่ไมได้ส่งผลต่อการเรียนโดยตรง เช่น ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปกลับ เป็นต้น3. ต้นทุนค่าเสียโอกาส ได้แก่ รายได้ที่หายไปจากการไปโรงเรียนหรือการที่ไม่ได้ช่วยทำงานบ้าน รายได้ของผู้ปกครองที่สูญเสียไปจากการนำเวลาไปเป็นอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมสนับสนุนโรงเรียนประเภทของค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษา หมายถึง ประเภทของรายจ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือน ได้แก่ ค่าเรียนพิเศษ ค่าหนังสือเรียนค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เป็นต้นสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของนักเรียน หมายถึงสภาพทั่วไปและพื้นฐานด้านครอบครัวของนักเรียน ประกอบด้วย ที่ตั้งของครัวเรือน อาชีพของผู้ปกครอง รายได้ของครอบครัว หนี้สินของครอบครัวระดับการศึกษาของผู้ปกครอง และอายุของผู้ปกครองสถานศึกษา หมายถึง โรงเรียนของรัฐและเอกชนในระบบที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนสรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทย 7ลักษณะของสถานศึกษา หมายถึง สภาพพื้นฐานทั่วไปของโรงเรียน ได้แก่ ที่ตั้งสถานศึกษา และระดับการศึกษาของครูผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นวิธีดำเนินการวิจัยประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทสามัญศึกษา ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(ในปีการศึกษา 2554 มีนักเรียนจำนวน 466,296 คน)2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษากลุ่ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทสามัญศึกษาที่กำ ลังศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมกาการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจำ นวน 2,600 คนขึ้นไป โดยใช้วิธีการกำ หนดกลุ่มตัวอย่างของ8 สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยCohen (1988)* กำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ .05 อำนาจการทดสอบเท่ากับ .10ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยข้างต้น ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายๆ ขั้น (Multi-Stage Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างประชากรโดยแบ่งประชากรออกเป็นลำดับชั้นต่างๆ แบบลดหลั่น โดยทำการสุ่มประชากรจากหนว่ ยหรอื ลำดับชัน้ ทีใ่ หญก่ อ่ น หลงั จากนั้นจึงทำการสุม่ หน่วยทีม่ ลำดับใหญ่
รองลงไปทีละชั้นๆ จนถึงกลุ่มตัวอย่างในชั้นที่ต้องการ ซึ่งการสุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้เริ่มจากการแบ่งภาคของประเทศไทยเป็นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลางและภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออก หลังจากนั้นทำการสุ่มในระดับจังหวัดระดับสถานศึกษา และระดับนักเรียนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามจำนวน2 ฉบับ ประกอบด้วย แบบสอบถามสำหรับสถานศึกษา และแบบสอบถามสำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง โดยแต่ละฉบับมีรายละเอียดดังนี้ฉบับที่ 1 แบบสอบถามสำหรับสถานศึกษา เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา ประกอบด้วย ชื่อสถานศึกษารหัสสถานศึกษา สังกัด ที่อยู่ ที่ตั้ง จำนวนนักเรียน จำนวนผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาสูงสุดของครูผู้สอน วิทยฐานะ
.
สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทย 9ของครู จำนวนชั่วโมงสอนของครูในโรงเรียน ประสบการณ์การสอนของครูความเพียงพอของครู บุคลากรทางการศึกษาและทรัพยากรทางการศึกษาในโรงเรียน และกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนฉบับที่ 2 แบบสอบถามสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองมีข้อคำถามแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ส่วนที่ 1 ข้อมูลนักเรียน ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนส่วนที่ 2 ข้อมูลผู้ปกครอง ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลสถานภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และความต้องการเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของผู้ปกครองส่วนที่ 3 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม มีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิดการเก็บรวบรวมข้อมูลการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คณะกรรมการดำเนินการโดยการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษถึงสถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยตรงจำนวน 41 แห่ง นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน
3,039 คน เพื่อขอความอนุเคราะห์จากสถานศึกษาในการกระจายแบบสอบถามให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของสถานศึกษานั้น โดยแนบหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามและหนังสือชี้แจงการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งสถานศึกษาแต่ละแห่งได้ทำ10 สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยการรวบรวมแบบสอบถามที่ตอบเสร็จแล้วส่งกลับคืนทางไปรษณีย์ และคณะกรรมการดำเนินการได้นำแบบสอบถามที่ได้รับจากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเพิ่มเติมด้วยการสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างเป็นกรณีศึกษาเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ โดยเชิญผู้แทนจากสถานศึกษาในสังกัดสำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจำ นวน 7 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วมการสัมภาษณ์ ผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน7 คน ครูจำนวน 14 คน ผู้ปกครองจำนวน 23 คน และนักเรียนจำนวน28 คน ดำเนินการสัมภาษณ์ในระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2555การวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลเชิงปริมาณ แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าสถิติ
พื้นฐานในรูปความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จากสมการถดถอยพหุคูณYij = ß0 + ß1PEi + ß2Xi + ß3Sj + uiYij = ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน i ในโรงเรียน jPEi = ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียน iXi = ภูมิหลังส่วนบุคคลและครอบครัวของนักเรียน iSj = ลักษณะของโรงเรียน jui = random error term
สรุปผลการวิจัย เรื่อง ค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทย 11ข้อมูลเชิงคุณภาพ กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ผลการวิจัยการดำเนินการวิจัยเรื่องค่าใช้จ่ายเอกชนทางการศึกษาของนักเรียนไทยปรากฏผลโดยสรุปดังนี้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในภาพรวมค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของนักเรียนขณะศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 แบ่งออกเป็นสองส่วน คือค่าใช้จ่ายรายวัน และค่าใช้จ่ายรายปี ด้านค่าใช้จ่ายรายวันประกอบด้วยค่าเดินทางไป – กลับโรงเรียน ค่าอาหาร/ค่าขนม และค่าใช้จ่ายอื่นๆกลุ่มตัวอย่างมีค่าเดินทางไป – กลับโรงเรียนเฉลี่ยวันละ 38.87 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดวันละ 300 บาท ต􀄞่ำสุดวันละ 3 บาท กลุ่มตัวอย่างมีค่าอาหาร/ ค่าขนมเฉลี่ยวันละ 59.26 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุด
วันละ 300 บาท ต􀄞่ำสุดวันละ 10 บาท กลุ่มตัวอย่างมีค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่น ค่าเครื่องเขียน ค่ารายงาน เงินห้อง เป็นต้น เฉลี่ยวันละ 34.39 บาทโดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดวันละ 300 บาท ต􀄞่ำสุดวันละ 1 บาท